Join CCTV ภาษา : TH | EN

 

    ค่ำนี้ “น่าน” เมืองเล็กๆ ในหุบเขา เงียบสงบ ทว่าแสงไฟยิ่งเพิ่มความงามให้กับวัดอารามที่มีอยู่ทุกมุมเมือง สีทองเจิดจ้าทองประกายสะท้อนรับแสงดวงไฟ

ประเพณีวัฒนธรรม และสถานที่สำคัญต่างๆของเมืองน่านได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างน่าชื่นชม.. เป็นเสนห์ความงามที่แทบจะหาชมยากที่ใดไม่ได้อีกแล้ว

     จุดเด่นของเมืองน่าน คือ เมืองเล็กๆ ในอ้อมโอบของขุนเขายังมีวิถีชีวิตงดงาม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ที่แฝงแรงศรัทธาในพุทธศาสนา และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

     ในเมืองน่าน “วัดศรีพันต้น”หรือที่เรียกกันว่า “วัดทอง” มีความงามเป็นเลิศสร้างขึ้นโดยพญานาคพันต้น เจ้าครองนครน่าน แห่งราชวงศ์ภูคา (ทรงครองนครน่าน ระหว่าง พ.ศ. 1960 – 1969 )

     ในบางยุคสมัย วัดนี้ถูกเรียกว่า วัดสลีพันต้น (คำว่า สลี หมายถึง ต้นโพธิ์) ซึ่งในอดีตมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ของวัด แต่น่าเสียดาย...ปัจจุบันถูกโค่นลงเพื่อตัดถนน !!

     วัดศรีพันต้น มีวิหารที่งามสง่าในทุกองค์ประกอบ ทั้งสีทองที่เปล่งประกายระยิยระยับ และมีจิตรกรรมปูนปั้นที่สวยงาม โดยเฉพาะ พญานาคเจ็ดเศียรเฝ้าบันไดหน้าวิหาร สีทองอร่ามตระการตาภายในวิหารยังมีภาพเขียนลายเส้นฝีมือช่างชาวน่าน บอกเล่าพุทธประวัติ และประวัติการกำเนิดเมืองน่าน เป็นภาพเขียนลายเส้นลงสีธรรมชาติสวยงามและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

     แม้เป็นเมืองเล็ก ทว่ายามค่ำของคืนนี้ ณ บริเวณหน้าวัดภูมินทร์ มีเสนห์ของอาหารพื้นเมืองจากฝีมือ “ชาวน่านแท้” ถูกจัดวางไว้เตรียมรับแขกที่มาเยือน “ข้าวหลามสูตรเมืองน่าน” ที่ไม่ใส่กะทิ มีทั้งข้าวเหนียวขาวและข้าวเหหนียวดำ บางสูตรใส่ถั่วดำ เผือก และสังขยาลงไปด้วย ความอร่อยนี้ในเวลาทั่วไปหาซื้อได้ที่ตลาดในตัวเมืองและหน้าวัดภูมินทร์ อร่อยเด็ดสุดๆ แนะนำให้ลองชิมกันดู

     วัดภูมินทร์ เป็นวัดที่โดดเด่นอีกแห่งของเมืองน่าน มีความงามแปลกตา มีเอกลักษณ์ที่เรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย นั่นคือ พระอุโบสถทรงจัตุรมุข พระประธานจัตุรพักตร์ นาคสะดุ้งขนาดใหญ่ที่เทินพระอุโบสถไว้กลางลำตัวนาค...พระอุโบสถจัตุรมุขนี้ กรมศิลปากร สันนิษฐานว่าเป็นพระอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย

     วัดภูมินทร์ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เมื่อพ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี

 

 

 

     จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้สำหรับภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนาแต่ถ้าพิจารณารายละเอียดเราจะได้เห็นวิถีชีวิตของคนเมืองน่าน ในยุคนั้นภาพเด่นที่สุดคือภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชายผู้หญิงไทลื้อในสมัยโบราณกระซิบสนทนากัน ผู้ชายสักหมึกผู้หญิงแต่งกายไตลื้ออย่างเต็มยศ

     จิตรกรรมฝาผนังภาพปู่ม่านย่าม่านมีความประณีตมากได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพที่งามเป็นเยี่ยมของวัดภูมินทร์

 

    ไม่เพียงศิลปะที่งดงาม ทว่าเมืองน่านยังมีวิถีชีวิตที่น่าชื่นชมซึ่งปัจจุบันชาวเมืองน่านยังคงดำเนินวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย ผู้คนส่วนใหญ่ยังพึ่งพิงเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก

     พร้อมๆกับการเป็นดินแดนในอ้อมกอดของชุมเขา ที่นี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นป่าผืนสุดท้าย แม่น้ำเจ้าพระยาอันกว้างใหญ่และมีเส้นทางสายน้ำยาวไกลหล่อเลี้ยงผู้คนหลายจังหวัดของประเทศไทย มีจุดเริ่มของ “ต้นน้ำ” อยู่ที่เมืองน่าน ดังนั้นหากป่าน่านถูกทำลายอนาคต...เราอาจไม่มีแม่น้ำเจ้าพระยา

    ป่าเมืองน่านจึงถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงสูงต่อการถูกตัดไม้ทำลายป่า เพราะป่าที่อื่นถูกตัดหมดแล้ว!

     ทุกสิ่งที่เมืองน่าน “มี” จึงควรค่ายิ่งที่จะต้องได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี และไม่ใช่เพียง “คนน่าน” แต่เป็น “คนไทย” ที่เราต้องช่วยกันหาวิธี “รักษา” “พัฒนา” และ “สร้างความเจริญ” ในแบบที่ไม่ทำลายต้นไม้ ไม่ทำให้สมดุลธรรมชาติต้องสูญเสียไป รวมทั้งไม่ทำลายวัฒนธรรมชีวิตที่ดีงามของชาวน่าน

 

ขอบคุณภาพจาก : idotravellers

Share

Available on the App store & Play store